ใครจะรู้

ใครจะรู้
ใครจะรู้
อ่าน: ปัญญาจารย์ 6:12; 7:13-14 | อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: กันดารวิถี 34-36; มาระโก 9:30-50
เมื่อเวลามีความเจริญก็จงชื่นชมยินดี แต่เมื่อถึงเวลาอับจนก็จงพินิจพิจารณา พระเจ้าทรงบันดาลให้มีทั้งสองอย่าง [ ปัญญาจารย์ 7:14 ]

จากเรื่องเล่าในตำนานของจีน เมื่อไซ่ เวิงสูญเสียม้าที่มีค่าไปตัวหนึ่ง เพื่อนบ้านแสดงความเสียใจกับการสูญเสียนี้ แต่ไซ่ เวิงกลับไม่กังวล เขากล่าวว่า “ใครจะรู้ มันอาจเป็นเรื่องดีของฉันก็ได้” ม้าที่หายไปกลับมาพร้อมม้าอีกตัวหนึ่งอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อเพื่อนบ้านแสดงความยินดีกับเขา ไซ่ เวิงกล่าวว่า“ใครจะรู้ มันอาจเป็นเรื่องแย่สำหรับฉันก็ได้” ปรากฎว่าลูกชายเขาขาหักเพราะขี่ม้าตัวใหม่ นี่อาจดูเป็นเรื่องโชคร้าย จนกระทั่งกองทัพมาถึงหมู่บ้านเพื่อเกณฑ์ชายที่มีร่างกายสมประกอบไปร่วมในสงคราม ลูกชายของเขาไม่ได้ถูกเกณฑ์เพราะอาการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเป็นการช่วยชีวิตเขาจากความตายในที่สุด

นี่เป็นเรื่องราวของสุภาษิตจีนที่สอนว่าความยากลำบากอาจเป็นพรที่ซ่อนอยู่และส่งผลที่ตรงกันข้าม สุภาษิตเก่าแก่นี้ใกล้เคียงกับปัญญาจารย์ 6:12 เมื่อผู้เขียนสังเกตว่า “ใครจะรู้ว่าอะไรดีต่อมนุษย์ในชีวิตนี้” แท้จริงแล้วไม่มีใครรู้อนาคต ความลำบากอาจเป็นประโยชน์ และความรุ่งเรืองอาจมีผลร้ายแรง มานาประจำวัน

แต่ละวันล้วนนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ความชื่นชมยินดี ปัญหาและความทุกข์ยาก ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราพักพิงในอำนาจอธิปไตยของพระองค์และวางใจพระองค์ทั้งในช่วงเวลาดีและร้ายได้ พระเจ้าทรง “บันดาลให้มีทั้งสองอย่าง” (7:14) พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์ของชีวิตและทรงสัญญาว่าจะดูแลเราด้วยความรัก รู้จักพระบิดา

คุณนึกถึงตัวอย่างของเรื่องร้ายที่กลายเป็นพระพรได้อย่างไรบ้าง
คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระเจ้าทั้งช่วงเวลาที่ดีและเลวร้ายได้อย่างไร

พระเจ้าองค์อธิปไตย ขอบพระคุณที่จัดสรรชีวิตของเรา โปรดช่วยให้เราสรรเสริญพระองค์ทั้งในยามดีและร้าย โดยเชื่อว่าพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนที่รักพระองค์